หน้าแรก

หลักคิด7ประการของการวางแผนการเงินสำหรับผู้ทีสร้างฐานะเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี

การวางแผนการเงิน การออมนั้น จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสร้าฐานะการเงินและความเป็นอยู่ควรเข้าใจหลัก7 ประการ

1.เป้าหมายชีวิตและแรงบันดาลใจที่ต้องประสบความสำเร็จในชีวิต  การทำเป้าหมายชีวิตให้เป็นเป้าหมายทางการเงิน  จะได้ตัดสินใจเลือกเครื่องมือหรืองานที่เราต้องทำเพื่อให้ถึงจุดมั่งหมายและทำให้เราสามารถที่กำหนดจุดของการสร้างรายได้เพื่อไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ และเราต้องตอบกับตัวเองให้ได้ด้วยว่าแรงบันดาลใจเราทำเพื่อใคร และแรงบันดาลใจนี้จะเป็นพลังหรือเป็นเชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมที่ทให้เราไปยังจุดหมายได้  เมื่อเรามีเป้าหมายมีแรงบันดใจแล้ว เราควรกำหนดเวลาของเป้าหมายด้วยดังนี้

 1.1)เป้าหมายระยะยาว เป็นเป้าหมายที่เราวางไว้สำหรับชีวิตที่ดีและมีอิสรภาพเลย ชนิดที่สำเร็จถึงเป้าหมายนี้แล้ว สามารถมีชีวิตและใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ  และฝันไว้ 

 1.2)เป้าหมายระยะกลาง คือ ระยะเวลา 5 ปี เขาความมีรายได้และเริ่มมีเงินออมและเงินในพอร์ตการลงทุนเท่าไร

 1.3)เป้าหมายระยะสั้น คือ ระยะ1ปี วางแผนการเงินและการงาน รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส และรายปี

 

 

 

2.ที่มาของรายได้

            ที่มาของรายได้เป็นที่จำเป็นมากในการวางแผนการสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นเราความเข้าใจและตระหนักถึงที่มาของรายได้อาจมีการเพิ่มเติมรายได้จากอาชีพอื่นเสริมกันไปหรือเลือกเป็นอาชีพหลักอาชีพใหม่ก็ได้

รายได้ของเราหากแบ่งลักษณะที่มาของรายได้จะมี2แบบ ใหญ่ๆ แบบ Active Income และแบบPassive Income

2.1) Active Income รายได้นี้มาจากการทำงานอย่างงานประจำทำงานเข้าออกเป็นเวลาเช่น เข้า 8.30 น. เลิกงาน 17.30 น.วันจันทร์ถึง วันศุกร์  หรือ ทำงานส่วนตัว เช่น เปิดร้านเสริมสวย ร้านขายอาหาร  เปิดคลีนิค   หรือ ไปซื้อเฟรนไชต์มาทำหรือมาบริหารเอง เป็นต้น รายได้แบบนี้เป็นรายได้เป็นรายได้ที่เกิดจากการทำงาน   เป็นรายได้เบื้องต้นของบุคคลส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อเลี้ยงปากท้อง ดูแลครอบครัว ดูแลลูกพนักงานลูกจ้าง ลูกน้อง และมีหน้าที่ที่สำคัญอีกประการคือ การเสียภาษีเงินได้(ตรงนี้น่าชื่นชมนะครับ) อย่างไรก็ตามรายได้แบบนี้จะทำให้เกิดแนวทางและแนวคิดที่ทำให้เกิดรายได้ที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

          อนึ่งรายได้แบบActive Income นี่ปัจจัยที่ทำให้เกิดรายได้ คือ เวลา แรง ความรู้ความสามารถ ความขยัน และผลของงานที่เราได้ทำ  หากเราหยุดงานนานๆ หรือผลของงานที่เราทำไม่เป็นดังที่คาดการไว้อาจเกิดสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ผลประกอบการหรือรายได้อาจไม่เท่าเดิมหรือไม่มีรายได้เลยก็ได้ ดังนั้น ขอให้ท่านที่มีรายได้ลักษณะนี้ ความมีการวางแผนการเงิน โดยการออมเงินไว้บ้าง อาจเป็นที่ธนาคาร ออมในกองทุนรวม ออมในประกันชีวิต ก็ได้(จะอธิบายละเอียดในบทต่อไป)

            อาชีพในงานสร้างรายได้แบบActive Income ที่แนะนำ สามารถสร้างรายได้อย่างได้ที่เปลี่ยนชีวิตได้ 1.อาชีพงานขาย  2.ขายอสังหาริมทรัพย์

2.2) Passive Income เป็นรายได้ที่เกิดจากการสร้างระบบไว้จนกระทั่งระบบเกิดครบทุกกระบวนการ จนกระทั่งระบบสามารถทำงานเองได้(Auto Running) เมื่อระบบทำงานได้เองอัตโนมัติ รายได้ก็จะเข้ามาเองอัตโนมัติอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมาขึ้น ตามขนาดของระบบที่สร้างมา ซึ่งแบ่งการสร้างงานแบบPassive Income ได้4แบบ

     2.2.1)การสร้างระบบองค์กรใหญ่ๆใช้เงินทุนสูงๆหลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท  ยกตัวอย่างบริษัทเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ  บริษัทมี่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคใหญ่ องค์กรเหล่านี้ มีที่ปรึกษา มีCEO มืออาชีพมาบริหารงาน ส่วนเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นส่วน ไม่ต้องมาทำงาน (เพราะมีระบบทำงาน-บริหารงานแล้ว) รายได้มาจากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น การปันผล หรือกำไรจากส่วนต่างของหุ้น

     2.2.2) บริษัทที่สร้างระบบเฟรนไชต์ แล้วขายเฟรนไชต์หรือขายระบบ ยกตัวอย่าง  ร้านสะดวกซื้อ  ร้านฟาสต์ ฟู้ดส์  ร้านกาแฟ รายได้มาจากการขายเฟรนไชต์ และเก็บค่าลิขสิทธิ์การขายสินค้า เช่น ซื้อเฟรนไชต์ร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่ง จ่ายค่าลิขสิทธิ์ ค่าประกัน ค่าตกแต่งร้านและอื่นๆ แล้ว ประมาณ3ล้าน5แสนบาท เมื่อผู้ซื้อเฟรนไชต์ ฟรนต์ขายสินค้าได้ ราคา 200บาท หักต้นทุน100บาท เหลือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย 100บาท ผู้ซื้อเฟรนไชต์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์การขาย 48% หรือ กำไร100 บาท จ่ายค่าลิขสิทธิ์ 48บาท คงเหลือกำไรที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย52%หรือ52บาท(ค่าใช้จ่ายประจำที่ยังไม่ได้หัก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าพนักงาน ค่าของเสียหาย)  

            จะเห็นได้ว่าผู้ขายเฟรนไชต์ มีรายได้เป็นPassive Income คือมีรายได้จาการขายระบบ และ ขายลิขสิทธิ์การจัดการระบบด้วย

ผู้ที่ซื้อเฟรนไชต์ มีรายได้จากผลต่างของราคาสินค้าหรือกำไรจากการขายของนั้นเอง ซึ่งเป็นรายได้ Active Income

     2.2.3) การลิขสิทธิ์ทางความคิดหรือทรัพย์สินทางปัญญา เช่นแต่งนิยาย ความรู้ด้านวิชาการ  แต่มีข้อจำกัดเรื่องของความถนัด ความรู้ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล อาจเรียกว่า กึ๋นของแต่ละบุคคลก็ได้ ถ้าใครมีกึ๋นเยอะก็แต่งได้ดี มีชื่อเสียง ใครต้องการนำนิยายไปพิมพ์หรือไปเผยแพร่ สร้างภาพยนตร์ ละคร ก็ต้องมาจ่ายค่าลิขสิทธิ์การขายลิขสิทธิ์ประเภททรัพย์สินทางปัญญา ต้นทุนทางการเงินอาจไม่สูงแต่ต้นทุนทางปัญญาอาจต้องสูง

รายได้จึงมี2แบบ คือแบบPassive Income เมื่อขายลิขสิทธิ์ และรายไดแบบActive Income หากเราขายทรัพย์สินทางปัญญานั้นแบบขายขาดไปเลย

      2.2.4) อสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้เช่า การทำห้องเช่า- คอนโดหรือที่ดินให้เช่า 

       เป็นPassive Income ที่มีรายได้อย่างต่อเนื่อง และการลงทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็มีต้นทุนที่สูง หากท่านที่กำลังสร้างฐานะ ก็ค่อยๆทยอย เก็บเงินซื้อเพื่อให้เช่า

      2.2.5)ธุรกิจเครือข่ายสินค้าอุปโภคบริโภค

       ธุรกิจแบบที่ใช้เงินทุนไม่สูงแต่ต้นทุนทางความคิดวิธีคิดและทัศนคติที่สูงมาก  ธุรกิจประเภทนี้ รายได้เกิดเกิดจากการสร้างกลุ่มผู้บริโภคก่อน ซึ่งช่วงแรกๆมีรายได้ไม่มากหรืออาจไม่มีเลยก็ว่าได้ต้องทำงานอย่างหนัก เรียนรู้ระบบจากกลุ่มของตนองให้มากพอ ศึกษาวิธีคิด วิธีการ ช่วงแรกนี้รายได้จึงเป็นรายได้แบบActive Incomeก่อน พอกลุ่มที่เราสร้างมามีกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น รายได้เราก็มากขึ้น(ยังคงเป็นรายได้Active Income อยู่) จากนั้นเรามีวิธีคิด วิธีการเป็นของเรา หรือเรียกว่า Knowhowเราถ่ายทอดKnowhowช่วยเหลือจนกลุ่มเราทำเป็นทำเองได้ รายได้เราจะมากขึ้น(แต่ยังเป็นActive Income) จนกระทั่ง กลุ่มของเรา ทำงานเก่ง ถ่ายทอดKnowhowเป็น  ตอนนี้รายได้ของเราะเป็นรายได้ลิขสิทธิ์ จากการที่เราได้ช่วยคนถ่ายทอดวิธีคิดวิธีการ หรือถ่ายทอดKnowhow  ทางบริษัทจะจ่ายเงินเป็นค่าลิขสิทธิ์ อาจะเป็น 4% ,1% แล0.25%  ตรงนี้เราเรียกว่าได้Passive Income ตลอดไป

   ธุรกิจเครือข่ายสิค้าอุปโภคบริโภคนี้ เมื่อทำสำเร็จ ลิขสิทธิ์การสร้างกลุ่มผู้บริโภคนี้จะเป็นของเราตลอดไป ถึงเราหยุดการสร้างระบบแล้ว(เราต้องสร้างระบบให้ได้อย่างน้อย7กลุ่มผู้บริโภค ซึ่ง7กลุ่มนี้ไปสร้างต่อได้โดยไม่ต้องมีเราช่วย) รายได้ไม่หยุด นั่นคือรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นมรดกถึงลูกหลาน ได้รางวัลเป็นการท่องเที่ยวมากมาย

     ข้อควรระวัง2อย่าง อย่าแรกเรื่องภาษี  ายได้ที่มากและการท่องเที่ยวก็รวมเป็นรายได้ด้วย ดังนั้นให้ศึกษาการวามแผนภาษีให้ดีด้วย และมีรายได้ที่มากควรมา Investment หรือลงทุนในกองทุนรวมด้วยเพื่อให้เงินโตต่อไป(กล่าวหัวข้อต่อไป)

     อย่างที่2ธุรกิจเครือข่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ในประเทศไทยมีมากมายหลายยี่ห้อ การเลือกยี่ห้อสำคัญมาก เพราะหากเลือกยี่ห้อที่ไม่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริงหรือสินค้าไม่ดีจริง ไม่จ่ายเงินจริง หรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะทำให้เราเสียเวลา เสียเงินทอง (อธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเลือกอาชีพที่2ในบทต่อไป)

    สำหรับท่านที่กำลังสร้างฐานะครับ เราไม่ควรมีรายได้เข้ามาทางเดียว ควรให้รายได้เข้ามาหลายๆทาง อย่างน้อย 2 ทาง ทางแรกเป็นงานที่เราทำอยู่แล้ว ทางที่2 ควรงานPassive Income  หรืองานที่ปรึกษาการเงินการลงทุนทอง (อธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเลือกอาชีพที่2ในบทต่อไป)

      2.2.6) การสร้างรายได้Passive Income โดยลงทุนในกาองทุนรวม  เงินออมที่เราวางแผนออมทุกเดือนอย่างมีระบบและมีวินัย นั้น ผลตอบแทนที่ได้จะสร้างรายได้้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น นาย ก. เรียนจบตอนอายุ22ปี รายได้ 15,000บาท ต่อเดือน นาย ก. ออมเงินในกองทุนรวมตราสารทุนซึ่งมีผลตอบแทนคาดหวัง 10% ต่อปี โดยออมเดือนละ1,000บาท ปีละ12,000บาท จนกระทั้งอายุ60ปี เป็นเวลา 38 ปี ด้ันนั้ เมือนาย ก. อายุ 60ปี นาย ก. จะมีเงิน ประมาณ 4,805,373 บาท  หลังจากนั้น นาย ก. จะรับความสี่ยงมากไม่ได้เลย แบ่งเงิน 80% ของเงินทั้งหมด ประมาณ 3,844,298 บาท ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีผลตอบแทนคาดหวัง 3.8% รายได้ปีละประมาณ146,083 บาท  และอีกส่วนหนึ้ง คือ 961,077 บาท นำมาลงในกองทุนตราสารทุน ซึ่งมีผลตอบแทนคาดหวังประมาณ8% ต่อปี  รายได้ปีละ76,885บาท รวมแล้วรายได้ปีละ  222,968บาท หรือ เดือนละ 18,580 บาท โดยเงินต้นยังอยู่ครบ  จะเห็นได้ว่าหากตระหนักถึงการวางแผนการเงิน การออมและการลงทุนอย่างมีวินัย เงินจะเติบโต นาย ก. ออมในกองรวมแค่เดือนละ1,000 บาท เมื่อ เกษียรตอน อายุ60 ปี มีเงินใช้เดือนละ 18,580 บาท โดยเงินต้นอยู่ครบ และไม่เสียภาษี  เป็นรายได้Passive Income เริ่มวางแผนต้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ เลย ก็จะเป็นเช่นนาย ก.  (กล่าวละเอียดในบท กองทุนรวมที่น่าสนใจ)

      2.2.7).อาชีพที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุน

   อาชีพนี้ สร้างรายได้ทั้งActive Income และ รายได้ Passive Income ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน 

3.การปกป้องรายได้หรือการปกป้องเงินออมปกป้องเงินลงทุน

ในการสร้างรายได้เป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปสร้างอยู่แล้ว และก็มี2สิ่งที่ ผู้มีรายได้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือ1.ภาษีเงินได้   เมื่อทำงานถึงจุดหนึ่งก็มีรายได้ที่มากถึงเกณฑ์การเสียภาษี ดังนั้นเราก็มีสิทธิการลดหย่อนภาษีมากมายกองทุนLTF RMF ประกันชีวิต ประกันบำนาญ ตรงนั้นต้องมรการวางแผนเพื่อใช้เงินลดหย่อนภาษีและทำให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวมากมาย เช่นกองทุน LTF RMF บำนาญ ประกัน เป็นต้น(อธิบายเพิ่มเติมในบทกองทุนรวมที่น่าสนใจ)

ผุ้ที่มีรายได้หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างที่2คือ ศัตรูทางเศรษฐกิจ ได้แก่ อายุยืนเกินไป อายุสั่นเกินไป เจ็บป่าย และ อุบัติเหตุ  สิ่งเหล่านี้ จะมีผล ต่อรายได้ มีผลต่อเงินออม

ดังนั้น หากต้องกำลังมุ่งมั่นในการสร้างฐานนะ สร้างเนื่้อสร้างตัวต้องวางแผนในการออมในประกันเป็นอันดับต้นๆเลย เพราะศัตรูทางเศรษฐกิจในเรื่องของเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ เกิดขึ้น สัญญาเพิ่มเติมในเรื่องของคุ้มครองรักษาสุขภาพ จะจ่ายค่ารักษาพยายบาลแทนเราและหากซื้ออนุสัญญาเพิ่มเติมเรื่องชดเชยรายได้ ประกันชีวิตก็จะชดเชยรายได้ในขณะที่เราไม่ได้ทำงานเพราะต้องรักษาตัวให้เราด้วย

 โดยสรุป การออมในประกันจะปกป้องเงินของเราจากค่ารักษาพยาบาลเมื่อ เจ็บป่วยจ่ายแทนเรา เราทำงานไม่ได้ก็จ่ายชดเชยให้เรา จากไปก่อนก็จ่ายเงินคนข้างหลังแทนเรา หากอยู่ครบสัญญา ก็จ่ายครบจำนวนที่สัญญาไว้ทั้งหมด

 

4.การหาที่อยู่ของเงินที่ทำให้เงินเติบโต

เมื่อมีรายได้มากว่ารายจ่ายแล้ว เมื่อมีการปกป้องเงินออม แล้ว เราควรหาที่อยู่ของเงิน(ที่เรียกว่าเงินออม)  เพื่อให้เงินเติบโต เช่น ออมในธนาคารแบบฝากเผื่อเรียกดอกเบี้ยต่ำมากๆประมาน0.5%ต่อปี หรือแบบฝากประจำซึ่งมีเงื่อนไขต่างๆขึ้นอยู่กับธนาคาร อัตราผลตอบแทนประมา 1-1.25%ต่อปี (ในปัจจุบันปี2559)

 ออมในหุ้น ออมในกองทุน หรือ ออมในประกันชีวิต

การออมให้หุ้น มีข้อดีมากมาย คือ ผลตอบแทนที่สูงแต่ก็มีความเสียงสูงเหมือกัน อย่างไรก็ตามต้องศึกษาข้อมูล ให้มาก เรียนรู้เพิ่มเติม จากสื่อต่างๆทั้งมีแบบฟรีและแบบมีค่าใช้จ่าย ควรปรึกษากับผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์(ต้องพิจารณาให้ดีด้วยดีครับ)

    หากท่านที่กำลังสร้างฐานะต้องการออมหุ้นและต้องการมีรายได้แบบPassinve Income ไปด้วย แนะนำเบื้องต้านว่าให้ออมในหุ้นปันผลดีๆแบบสม่ำเสมอ โดยดูจากบริษัทที่เป็นสินค้าและบริการที่ทุกคนต้องอุปโภคหรือบริโภคทุกวัน และ การออมในหุ้นนั้นควรออมแบบต่อเนื่อง หรือ DCA คือออมในหุ้นต่อเนื่องและเท่าๆกันโดยไม่ต้องสนใจว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง เมื่อจำนวนหุ้นมากพอ เราจะมีรายได้จากการปันผลของหุ้นดังกล่าว ซึ่งเป็นPassive Income และเป็นมรดกได้  (จะกล่าวอย่างละเอียดในบทการลงทุนในหุ้นปันผลที่น่าสนใจ)

การออมผ่านกองทุนรวม อันนี้ความเสียงอาจน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโดยตรง เพราะกองทุน มีการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท มีทั้งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างกองทุนใน ตั๋วเงินคลังหรือตราสารหนี้ของรัฐอายุไม่เกิน1ปีที่เรียกว่ากองทุนตลาดเงิน กองทุนในตราสาหหนี้  กองทุนในหุ้น  กองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนอสังหาริมทรัพย์

กองทุนในตราสารทุนหรือกองทุนประเภทที่ลงทุนในหุ้น65%ขึ้นไป  ให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย6%-10%ต่อปี ขึ้นไปซึ่งกองทุนที่แนะนำ เช่น TMB50 ,JB25, ของบลจ. ทหารไทย ABSM,ABSL,ABG ของบลจ อเบอร์ดีน

กองทุนในตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 2.5-3.8%ต่อปี มีความเสี่ยงปานกลาง ที่น่าสนใจ TMBBFของบลจ. ทหารไทย , KFIXEDของบลจ. กสิกรไทย 

กองทุนตลาดเงิน หรืองกองทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน1ปี มีสภาพคล่องสูง(สามารถขายคืนหน่วยและได้เงินT+1 คือ ขายหน่วยลงทุนวันทำการวันนี้ได้อีก1วันทำการ) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.25-1.85%ต่อปี กองทุนที่น่าสนใจคือ TMBTM  ของบลจ. ทหารไทย SCBTMFPLUS Iของบลจ.ไทยพานิชย์

กองทุนรวมอื่นๆ(จะกล่าวอย่างละเอียดในบทการลงทุนในกองทุนรวมที่น่าสนใจ)

 การออมในประกันควบการลงทุน(Unit Linked) การออมในประกันควบการลงทุน เป็นการเอาข้อที่ดีที่สุดของการลงทุนในกาองทุนรวมซึ่งได้ผลตอบแทนที่มากกว่าประกันชีวิตธรรมดาแต่กองทุนรวมอย่างเดียวจะไม่มีประกันชีวิตและการประกันชีวิตที่มีทั้งดูแลสุขภาพและดูแลชีวิตแต่ให้ผลตอบแทนด้านการลงทุนไม่มากเท่าการลงทุนในกองทุนรวม 

 ดังนั้น Unit Linked คือการประกันควบการลงทุน การประกันนั้นจะประกันในสัญญาหลักและสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพโดยเบี่ยประกันของสัญญาเพิ่มเติมคงที่ตลอดทุกปี และส่วนการลงทุนเบี้ยประกันจำนวนหนึ่งจะไปลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งผลตอบแทนคาดหวังได้ถึง8%ต่อปี(ขึ้นอยู่กับความเสียงที่ผู้ลงทุนจะรับได้) เมื่อลงทุนไปได้สักระยะเวลาหนึ่ง(ตามการวางแผนกับผู้แนะนำการลงทุนหลักด้านทรัพย์,Investment Consultant) ผลตอบแทนจาการลงทุนในกองทุนรวมจะดูแลส่วนประกันชีวิตและประกันสุขภาพได้ตลอดไป แถมยังมีเงินที่ดึงมาใช้ได้อีกตลอดไป(ขึ้นอยู่กับแบบประกันความการลงทุน ขอให้ปรึกษากับที่ปรึกษาด้านการลงทุนด้านหลักทรัพย์)

 

 

5.สร้างคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น- กตัญญู-กตเวที ดูแลคนที่เรารักและคนที่รักเรา

   ความหมายอาจมีไม่มากเท่าไรหากสร้างทุกอย่างแล้ว แต่บุพการี คนที่เรารักยังไม่สบายเท่าที่ควร จริงๆหัวข้อนี้ต้องทำทุกขณะที่เรามีลมหายใจมากกว่า เพราะ เราต้องดูพ่อแม่เป็นหน้าที่ที่ดีของลูกๆอยู่แล้ว ดูแลตามกำลังที่เป็นอยู่ และตั้งเป้าหมายการดูแล ให้ดีที่สุด

 

 

6.สร้างคุณค่าของชีวิต โดยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่-ทำบุญ-สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ 

      หากเราสร้างเนื้อเสร้างตัว แล้ว เรามีแล้วเราก็ แบ่งปันอย่างบริสุทธิใจ

-การทำบุญช่วยเหลือโรงเรียน ที่ห่างไกล ตัวผู้เขียนเองเป็นคนต่างจังหวัด รู้ว่าโรงเรียนต่างจังหวัดขาดแคลนบุคลากร สื่อการเรียนต่างอีกมามาย

-บำรุงศาสนา ทำบุญกำลังศรัทธาของศาสนาที่เรานับถืออยู่

-การช่วยเหลือ คนพิการ หรือผู้ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร

-การมีน้ำใจ แบ่งปันซึ่งกันและกัน การมีน้ำใจการใช้รถใช้ถนน เอื้อเฟือต่อกันบนรถสาธารณะ

-อื่นๆ ที่เราสามารถพอแบ่งปันน้ำใจกันได้

 

 

7.การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 

การมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เป็นโรคภัยสำคัญมากๆ ในการสร้างฐานะ ร่างกายและจิตใจต้องแข็งแรง

7.1 ควรทานอาหารที่ดีมีคุณค่าทั้งครบปริมาณและครบสารอาหาร

7.2 ควรดื่มน้ำที่ดี 

7.3 อยู่ในอากาศทีดี

7.4 ออกกำลังกาย

เพราะ เราต้องสร้างฐานะจนมีPasive Income ที่เรามีอิสระภาพด้านรายได้และอิสระภาพด้านเวลาแล้ว เราต้องดูแลพ่อ-แม่ ลูก ภรรยา และคนที่เราต้องดูแล และใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการใช้ชีวิต เช่นเที่ยวๆๆๆ ทำบุญ  ทำสาธารณะประโยชน์ นั้นเอง

 

.....โดย  สุจิน มณีวงษ์   (B.ME , FChFP)

             ผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ และที่ปรึกษาการงเงินการลงทุน

 

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือ มีข้อสอบถาม กรุณา Add Friend ครับ 
เพิ่มเพื่อน
Visitors: 9,206